เศรษฐกิจไทยโต แต่ยังฟื้นแบบ K-Shape “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังจำเป็น
SCB EIC ชี้ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังจำเป็น ลุ้นเฟส 2 ต้องเจาะกลุ่มตรงจุด หลังเศรษฐกิจไทยแม้โต 2.2% แต่ยังฟื้นแบบ K-Shape
นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 โดยมองว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ยังมีความจำเป็นในการเข้ามาช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทย เนื่องจากแม้เศรษฐกิจจะมีแรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่ม High-tech และ Electronics แต่กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง ทั้งการบริโภคของภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่มาตรการภาครัฐมีแนวโน้มอาจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4
สำหรับการเดินหน้ามาตรการในระยะต่อไป หากมีไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ควรปรับรูปแบบให้มีความเป็น Target มากขึ้น โดยเน้นกลุ่มที่มีความเปราะบางและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริง รวมถึงกลุ่มที่มีโอกาสนำเงินไปใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้เม็ดเงินภาครัฐสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีอยู่อย่างจำกัด จึงควรจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ใช่เน้นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น
GDP ปี 2569 โต 2.2% แต่การฟื้นตัวยังเป็น K-Shape
SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.2% และปี 2570 ขยายตัว 2.1% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในกลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวยังมีลักษณะ K-Shape ชัดเจน เนื่องจากการส่งออกและการลงทุนที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูง และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก
ส่งออก–ลงทุนโต แต่เงินยังส่งผ่านสู่เศรษฐกิจไทยไม่เต็มที่
การส่งออกสินค้ายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวตาม FDI โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ธุรกิจกลุ่มดังกล่าวพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนสูง ทำให้การขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนไม่ได้ส่งผ่านเป็นมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และรายได้ในประเทศอย่างเต็มที่
ในทางกลับกัน การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก จะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่วงเงินอีก 2 แสนล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะทยอยเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570
SMEs ยังเปราะบาง – รายได้กระจุกตัวในบริษัทใหญ่
สำหรับการฟื้นตัวแบบ K-Shape มีความชัดเจนขึ้นทั้งในมิติของประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ตลาดแรงงาน และครัวเรือน โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ขณะที่ SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศยังฟื้นตัวช้ากว่า โดยเฉพาะจากปัญหารายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น
ข้อมูลที่ SCB EIC ติดตามพบว่า บริษัท Top 1% หรือประมาณ 4,000 บริษัท จากทั้งหมดเกือบ 400,000 บริษัท มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 76% ขณะที่ SMEs กลุ่ม “Zombie” หรือธุรกิจที่มีกำไรไม่เพียงพอสำหรับชำระหนี้ มีสัดส่วนประมาณ 12% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ความเปราะบางยังสะท้อนไปถึงตลาดแรงงาน แม้อัตราว่างงานโดยรวมจะอยู่ในระดับต่ำประมาณ 1% แต่จำนวนผู้ว่างงานในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับครึ่งหลังของปีก่อน ขณะที่จำนวนคนที่ทำงานต่ำกว่าระดับเพิ่มขึ้น และรายได้เมื่อหักเงินเฟ้อแล้วมีแนวโน้มติดลบ สะท้อนว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบฟื้นตัวได้ดีกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังมีข้อจำกัดในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
เปลี่ยน K-Shape สู่ Broad-based Recovery ต้องทำ 3 เรื่อง
ทั้งนี้ หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ดังนั้น การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-Shape ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน หรือ Broad-based Recovery จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน
ด้านแรก คือ การยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ หรือ FDI เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ด้านที่สอง คือ การเชื่อมโยงผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น และด้านที่สาม คือ การช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทัน โดยยกระดับศักยภาพของธุรกิจที่ยังแข่งขันได้ ควบคู่กับการมีกลไกรองรับกลุ่มเปราะบาง
ปี 2570 โต 2.1% แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ
สำหรับปี 2570 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ใกล้เคียงกับปีนี้ แม้ยังได้รับแรงสนับสนุนจาก FDI อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเม็ดเงินลงทุนภาครัฐด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น แต่เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ จากข้อจำกัดของการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้า กระบวนการลดหนี้ของภาคครัวเรือน ความเปราะบางของ SMEs และข้อจำกัดด้าน Policy Space ของภาครัฐ
ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างชาติจะต้องใช้เวลาในการสร้างผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยต้องอาศัยการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย เพิ่มการใช้วัตถุดิบและบริการในประเทศ รวมถึงยกระดับศักยภาพแรงงาน เพื่อเปลี่ยนการลงทุนรอบใหม่ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ด้านการลงทุนระยะยาว SCB EIC เห็นว่า ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณให้กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ Green Transition เช่น การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Grid Modernization ซึ่งจะช่วยรองรับการลงทุนใหม่และดึงดูดภาคเอกชน โดยประเมินว่าแผน PDP ใหม่ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากดำเนินการได้ตามแผน อาจสร้างเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนได้ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท
ด้านนโยบายการเงิน SCB EIC คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2570 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม Emerging Markets แต่ภาวะการเงินไทยยังค่อนข้างตึงตัว จาก Bond Yields ที่สูงขึ้น และความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้รายย่อยและ SMEs
SCB EIC จึงมองว่า มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น การปรับโครงสร้างหนี้และการสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ควรดำเนินควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน
4 ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยต้องจับตา
สำหรับความเสี่ยงที่ต้องติดตาม มี 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานโลก มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ความเสี่ยงจาก Super El Niño และความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและ SMEs
โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ขยับเข้าใกล้ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน ขณะที่กองทุนน้ำมันมีภาระติดลบเกือบ 90,000 ล้านบาท ทำให้การตรึงราคาพลังงานในระยะยาวมีข้อจำกัด
ด้านสงครามการค้า ไทยยังต้องจับตาความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยปัจจุบันไทยเผชิญภาษีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่อง Forced Labor ที่ระดับ 12.5% และยังมีความเสี่ยงจากประเด็น Excess Capacity และ Transshipment ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาทางการค้ารอบใหม่ จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายตลาดส่งออกและปรับโครงสร้าง Supply Chain ภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงการเป็นทางผ่านสินค้าจากประเทศอื่น
ส่วนความเสี่ยงจาก Super El Niño หากเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปีหน้า อาจทำให้ปริมาณฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง กระทบสินค้าเกษตร เช่น ข้าว อ้อย และปาล์ม รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ โดย SCB EIC ประเมินว่าอาจกระทบ GDP ในช่วง 2 ปีประมาณ 0.2–0.4%
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม SCB EIC มองว่า โจทย์เศรษฐกิจไทยระยะสั้นคือการ “Stabilize” หรือประคับประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ขณะที่ระยะกลางถึงยาวต้องเร่ง “Transform” ให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่ม Productivity การสร้าง Local Supply Chain และการสร้างงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้ SMEs และแรงงานไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และทำให้การเติบโตกระจายตัวมากขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB